You are here Study Australia Study Australia Study

Australia Study

Australia

ข้อมูลทั่วไป                                                                                           

ภูมิประเทศและที่ตั้ง

สหพันธรัฐออสเตรเลียตั้งอยู่ในซีกโลกใต้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทสไทย ลักษณะประเทศเป็นเกาะ ออสเตรเลียมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก ตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก มีสมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งราชอาณาจักรอังกฤษเป็นประมุข

พื้นที่ของเกาะมีประมาณ 7.6 ล้านตารางกิโลเมตร มีชายฝั่งทะเลที่งดงาม ชายหาดขาวสะอาด มีป่าดงดิบและป่าชื้นเขตร้อนที่ยังคงความสมบูรณ์ และเป็นธรรมชาติที่สุดแห่งหนึ่ง พื้นที่ของประเทศมีทั้งแห้งแล้ง และอุดมสมบูรณ์ ประมาณหนึ่งในสามเป็นทะเลทราย แต่พื้นที่แถบชายฝั่งบริเวณชายฝั่งด้านตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐออสเตรเลียตะวันตกและรัฐทัสเมเนียจะอุดมสมบูรณ์มาก มีฝนตกชุก ออสเตรเลียเป็นประเทศที่โดดเดี่ยวมานาน ดังนั้นธรรมชาติจึงถูกทำลายน้อยมาก ที่นี่มีสัตว์และพืช รวมทั้งดอกไม้ป่าหลายชนิดที่ไม่พบเห็นในดินแดนอื่น เช่น จิงโจ้ หมีโคอาล่า วอมแบต ดิงโก้ พอสซั่ม ตุ่นปากเป็ด และตัวกินมด สัตว์และพืชหายากเหล่านี้คงมีให้เห็นอีกนาน เพราะชาวออสเตรเลียให้ความสำคัญเรื่องการรักษาสภาพแวดล้อมและการอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นอย่างมาก

ประชากร

ออสเตรเลียมีประชากรราว 19.4 ล้านคน ประมาณหนึ่งในห้าของชาวออสเตรเลียเกิดในประเทศอื่น ออสเตรเลียจึงเป็นสังคมหลายชนชาติ หลายวัฒนธรรม 85% ของพลเมืองออสเตรเลียอาศัยตามเขตเมืองใหญ่ รัฐที่มีประชากรอาศัยหนาแน่นที่สุดคือ รัฐนิวเซาท์เวลล์ ชาวออสเตรเลียปัจจุบันให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสมัยใหม่มาก จนได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของโทรศัพท์มือถือและเครื่องโทรสารต่อจำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์คอมพิวเตอร์เชื่อมโยงกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมากเป็นอันดับหกของโลก

สภาพภูมิอากาศ

สภาพภูมิอากาศของออสเตรเลียแตกต่างกันในแต่ละรัฐ สภาพอากาศทั่วไปจะเป็นแบบเขตร้อนจนถึงเขตอบอุ่น อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดที่ทัสเมเนียประมาณ 11-12 องศาเซลเซียส และร้อนสุดที่มณฑลตอนเหนือประมาณ 34 องศาเซลเซียส

 

  • ฤดูใบไม้ผลิ กันยายน - พฤศจิกายน
    อากาศดี ดอกไม้บานสวยงาม   
  • ฤดูร้อนธันวาคม กุมภาพันธ์
    อากาศร้อนและแห้งแล้ง บางแห่งร้อนจัด    
  • ฤดูใบไม้ร่วงมีนาคม พฤษภาคม  
    อากาศเริ่มเย็นลงตามเมืองชายฝั่งทางตอนใต้และเมืองในเขตป่าฝนจะตกชุก    
  • ฤดูหนาวมิถุนายน สิงหาคม  
    อากาศเย็นจัด มีหิมะตกบนเขตภูเขาสูงโดยทั่วไป  

ตลอดทั้งปีออสเตรเลียจะมีท้องฟ้าใสและแดดแรง โดยเฉพาะตามเมืองชายทะเลและเมืองในแถบทะเลทราย จึงควรป้องกันการถูกแดดเผาโดยการใส่หมวกปีกกว้างและทาครีมกันแดดเสมอ

เวลา

ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่มาก จึงมีการแบ่งเวลาตามเส้นแบ่งของโลกออกเป็น 3 เขตเวลา (Time Zone)

  • เวลาฝั่งตะวันออก (Eastern Standard Time-EST)

ใช้ในรัฐนิวเซาท์เวลล์ รัฐวิคตอเรีย รัฐทัสเมเนีย รัฐควีนสแลนด์ และเมืองแคนเบอร์ร่า เวลาจะเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง  

  • เวลาภาคกลาง (Central Standard Time-CST)

ใช้ในรัฐเซาท์ออสเตรเลียและมณฑลตอนเหนือ เวลาจะเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมงครึ่ง  

  • เวลาภาคตะวันตก (Western Standard Time-WST)

ใช้ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เวลาเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง

รัฐและเมืองที่น่ารู้จัก ออสเตรเลียประกอบด้วยรัฐใหญ่ 6 รัฐ และเขตปกครองตนเอง 2 มณฑล

  • มณฑลนครหลวงของออสเตรเลีย (Australian Capital Territory)
  • แคนเบอร์ร่า (Canberra)

คือเมืองหลวงของประเทศ เป็นศูนย์กลางการปกครอง ลักษณะตัวเมืองทันสมัยเพราะมีการวางผังเมืองอย่างดีเยี่ยม เป็นที่ตั้งขององคก์กรระดับชาติและหน่วยงานสถานทูตของประเทศต่างๆ รวมทั้งสถานทูตไทย

  • นิวเซาท์เวลส์ (New South Wales)

เมืองหลวงชื่อซิดนีย์ (Sydney) รัฐนี้มีประชากรหนาแน่นมากที่สุด มีชาวไทยและนักศึกษาไทยมากที่สุดด้วย เป็นรัฐที่มีการพัฒนาทางอุตสาหกรรมมากที่สุดในออสเตรเลีย ซิดนีย์เป็นเมืองที่คึกคักเต็มไปด้วยสีสัน มีชีวิตชีวา สัญลักษณ์ของเมืองคือ โอเปร่าเฮาส์ (Opera House) และสะพานข้ามอ่าวซิดนีย์ (Sydney Harbour Bridge)

  • มณฑลตอนเหนือ (Northern Territory)

ดาร์วิน (Darwin) เป็นเมืองหลวงของมณฑล มณฑลแถบนี้เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของชาวเผ่าพื้นเมืองอะบอริจิน ตัวเมืองสมัยใหม่และสามารถอำนวยความสะดวกสบายได้เท่าเทียมกับเมืองอื่นๆ แต่ยังจรรโลงวัฒนธรรมดั้งเดิมแบบอะบอริจินไว้ มีอุทยานแห่งชาติที่สวยงาม

  • ควีนส์แลนด์ (Queensland)

ควีนส์แลนด์เป็นรัฐใหญ่อันดับสอง มีบริสเบน (Brisbane) เป็นเมืองหลวง ควีนส์แลนด์ได้ชื่อว่าเป็นรัฐแห่งแสงแดด (Sunshine State) ที่นี่มีแนวปะการังที่ยาวที่สุดในโลก ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นมรดกของโลกชื่อ Great Barrier Reefs มีป่าดงดิบและป่าชื้นเขตร้อนที่อุดมสมบูรณ์

  • เซาท์ออสเตรเลีย (South Australia)

เมืองหลวงชื่อ อาดิเลด (Adelaide) ครั้งหนึ่งเมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งเทศกาลเนื้อที่ส่วนใหญ่จะแห้งแล้ง มีพื้นที่เกษตรกรรมเพียง 10% ภูมิอากาศไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก แต่เป็นแหล่งผลิตเหล้าไวน์ชั้นเยี่ยม

  • ทัสเมเนีย (Tasmania)

เมืองหลวงชื่อโฮบาร์ต (Hobart) ทัสเมเนียเป็นรัฐที่เล็กที่สุด ลักษณะเป็นเกาะตั้งอยู่ห่างจากรัฐวิคตอเรียแผ่นดินใหญ่ประมาณ 240 กิโลเมตร มีอากาศหนาวที่สุด สภาพภูมิประเทศเป็นหุบเขาและที่ราบสูงทิวทัศน์สวยงามยิ่ง จนได้รับการขนานนามว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์ของออสเตรเลีย ที่นี่เป็นเมืองสงบ ค่าครองชีพและค่าเล่าเรียนถูก เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยทัสเมเนีย (University of Tasmania)

  • เวสเทิร์นออสเตรเลีย (Western Australia)

เมืองหลวงชื่อเพิร์ธ (Perth) เป็นรัฐที่มีพื้นที่มากที่สุด อดุมสมบูรณ์ด้วยเหมืองแร่ และแร่ทองคำ มีชายฝั่งทะเลทำประมงและทำเหมืองแร่ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งผลิตเพชรได้มากเป็นอันดับสามของโลก เพิร์ธเป็นเมืองที่สะอาดสวยงามและอยู่ใกล้ประเทศไทยมากที่สุด ใช้เวลาในการเดินทางเพียง 6 ชั่วโมงครึ่ง มีเวลาต่างกับประเทศไทยเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

  • วิคตอเรีย (Victoria)

รัฐนี้ได้ชื่อว่า Garden State เนื่องจากมีสวนสาธารณะมากกว่ารัฐอื่น เมืองหลวงชื่อเมลเบิร์น เป็นเมืองเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสอง เป็นศูนย์กลางด้านศิลปะ ที่ตั้งหอศิลป์ (National Gallery of Victoria) ที่ตั้งของศูนย์แสดงคอนเสิร์ต (Melbourne Concert Hall) ที่มีระบบเสียงที่ดีที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง และเป็นเมืองที่นักศึกษาไทยไปศึกษามากเป็นอันดับสอง

การปกครอง

ออสเตรเลียปกครองระบบสหพันธรัฐ โดยรัฐบาลของออสเตรเลียแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ รัฐบาลสหพันธรัฐ รัฐบาลรัฐ และรัฐบาลท้องถิ่น

ไฟฟ้า

ใช้กระแสไฟฟ้า 220 V เหมือนประเทศไทย แต่เป็นปลั๊กแบบ 3 ขา ถ้าจะนำเครื่องใช้ไฟฟ้าไปจากเมืองไทยต้องใช้ Adapter ซึ่งหาซื้อได้ในประเทศไทยและออสเตรเลีย

ประปา

น้ำประปาสะอาดสามารถใช้สำหรับดื่มได้

ศาสนา

ชาวออสเตรเลียร้อยละ 71 นับถือศาสนาคริสต์ แต่ก็มีศาสนาอื่นๆ เช่น พุทธ อิสลาม และยิว ด้วยเช่นกัน เนื่องด้วย ออสเตรเลียให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา

map australia

 

ระบบการศึกษา

ระบบการศึกษาของออสเตรเลียแบ่งได้เป็น 5 ส่วนตั้งแต่การศึกษา

  • ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา

ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับเพื่อเข้าศึกษาต่อสายอาชีวศึกษา หรือสายสามัญศึกษาระดับอุดมศึกษา

  • การศึกษาขั้นพื้นฐาน

เพื่อเตรียมให้นักเรียนต่างชาติมีความพร้อมในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในประเทศออสเตรเลีย

  • หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนต่างชาติ

เพื่อเพิ่มพูนทักษะด้านภาษาแก่นักเรียนต่างชาติเพื่อศึกษาต่อในหลักสูตรระดับต่างๆ

  • อาชีวศึกษาและการฝึกอบรม

เพื่อฝึกอบรมให้นักเรียนมีความพร้อมในการเข้าทำงาน

  • การศึกษาระดับอุดมศึกษา

เพื่อเตรียมความเป็นมืออาชีพ และพัฒนาความเป็นปัญญาชน

หลักสูตรสำหรับนักเรียนต่างชาติ (ELICOS)

หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนต่างชาติเรียกว่า ELICOS ซึ่งย่อมาจาก English Language Intensive Course for Overseas Students เป็นหลักสูตรเพื่อให้นักเรียนต่างชาติได้พัฒนาภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน การศึกษาต่อ หรือใช้ในการทำงาน หลักสูตรภาษาอังกฤษหลายหลักสูตร ได้รับการออกแบบให้เหมาะกับความต้องการของผู้เรียนทุกรูปแบบ นอกจากภาษาอังกฤษทั่วไปทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงระดับสูงแล้ว ยังมีหลักสูตรที่ปรับเพื่อให้เหมาะสำหรับการศึกษาต่อในสาขาวิชาเฉพาะด้าน หรือเป็นหลักสูตรที่จัดให้มีกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งควบคู่ไปกับการเรียนภาษาอังกฤษ

หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนต่างชาติเปิดสอนในมหาวิทยาลัย สถาบันอาชีวศึกษาและฝึกอบรม วิทยาลัยเอกชน และสถาบันภาษาของเอกชน ซึ่งตั้งอยู่ทั้งในเมืองและนอกเมืองของทุกๆ รัฐ เปิดสอนตลอดปี เรียนเต็มเวลาได้ตั้งแต่ 2 – 48 สัปดาห์ การเรียนภาษาอังกฤษไม่ต้องกำหนดคุณสมบัติเฉพาะในการสมัครเข้าเรียน สถาบันสอนภาษาจะทำการทดสอบเพื่อวัดระดับความรู้ความสามารถด้านภาษาของนักการดำเนินงานของสถาบันภาษาทุกแห่งจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแล และการรับรองคุณภาพจาก NEAS (National ELT Accreditation Scheme) หรือ English Australia

สถาบันภาษาเปิดสอนหลายหลักสูตร เพื่อให้นักศึกษาได้มีโอกาสเลือกเรียน ดังนี้

  • ภาษาอังกฤษทั่วไป
  • ภาษาอังกฤษเชิงธุรกิจ
  • ภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษาต่อ
  • ภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เชิงวิชาชีพ
  • ภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษา

ศึกษาแต่ละคนก่อนเข้าเรียน ทั้งนี้เพื่อที่จะได้จัดชั้นเรียนและหลักสูตรให้เหมาะกับพื้นฐานความรู้

คะแนนภาษาอังกฤษที่ใช้ในการสมัครเข้าเรียน

ระดับการศึกษา

IELTS

TOEFL

 

 

แบบข้อเขียน

แบบคอมพิวเตอร์

 

มัธยมศึกษา

5.0 – 5.5

500 – 525

173 – 195

การศึกษาขั้นพื้นฐาน

5.5 – 6.5

525 – 500

195 – 213

วิทยาลัยเอกชน

5.5

525

195

วิทยาลัย TAFE

5.5

550

195

มหาวิทยาลัย

6.0 – 7.0

550 - 600

213 – 250

การศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา (Primary and Secondary Education)

การจัดการศึกษาระดับประถมและมัธยมศึกษาในออสเตรเลียอยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละรัฐ มีทั้งดำเนินการโดยรัฐบาล องค์กรเอกชน และองค์กรศาสนา โรงเรียนมีระบบและหลักสูตรการศึกษาเหมือนกันในระดับชาติ แต่การกำหนดอายุการศึกษาระดับโรงเรียนระหว่างรัฐอาจมีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย นักเรียนที่ระดับประถมศึกษาต้องมีอายุตั้งแต่ 6-11 หรือ 12 ปี เรียนชั้นปีที่ 1-6 หรือ 7 เด็กที่เข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาต้องมีอายุ 11-15 ปี หรือ 12-16 ปี เรียนชั้นปีที่ 7 หรือ 8-10 หลังจากนั้น นักเรียนสามารถเลือกเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายชั้นปีที่ 11 และ 12 ซึ่งเป็นข้อกำหนดในการเข้าศึกษาต่อ ในระดับอุดมศึกษา โรงเรียนในออสเตรเลียมีทั้งโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน โรงเรียนรัฐบาลเป็นประเภทไป-กลับ ส่วนโรงเรียนเอกชนมีทั้งไปกลับ และโรงเรียนประจำ นอกจากนี้ก็ยังแบ่งเป็นโรงเรียนหญิงล้วน ชายล้วน หรือสหศึกษา โดยทั่วไปจะเริ่มรับนักเรียนต่างชาติเข้าเรียนทั้งโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน ตั้งแต่ชั้นปีที่ 7 ซึ่งเท่ากับมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นต้นไป สำหรับในระดับประถมศึกษา โรงเรียนจะพิจารณารับนักเรียนเป็นรายๆ ไป นักเรียนต่างชาติที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี รัฐบาลออสเตรเลียกำหนดให้มีผู้ปกครองดูแล (Guardian) ซึ่งอาจจะเป็นญาติพี่น้องหรือคนรู้จักที่อยู่ที่นั่น ถ้าไม่มีญาติพี่น้อง ทางโรงเรียนที่นักเรียนสมัครเข้าเรียนจะช่วยจัดหาผู้ปกครองให้โดยต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่ถ้าเรียนในโรงเรียนประจำก็จะมีอาจารย์ในโรงเรียนเป็นผู้ดูแลแทน

ระดับมัธยมศึกษาแบ่งออกเป็นมัธยมศึกษาตอนต้นเริ่มตั้งแต่ชั้นปีที่ 7-10 หรือเทียบเท่า ม.1 – ม.4 ของไทย และมัธยมศึกษาตอนปลาย เริ่มตั้งแต่ชั้นปีที่ 11-12 หรือเทียบเท่า ม.5 – ม.6 ของไทย หน่วยการศึกษาของแต่ละรัฐ จะจัดหลักสูตรและการประเมินผลเอง โรงเรียนมีอิสระในการจัดหลักสูตรหรือเพิ่มเติมวิชาเรียน ทั้งนี้ต้องอยู่ในความเห็นชอบจากรัฐบาล มาตรฐานของหลักสูตรจะอยู่ในระดับที่ดีทัดเทียมกันในทุกรัฐ โดยจัดให้มีการสอบมาตรฐานสำหรับประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย รายวิชาที่บรรจุอยู่ในหลักสูตรระดับมัธยมศึกษาโดยทั่วไป ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ศิลปศึกษา คอมพิวเตอร์ สุขศึกษา การสื่อสาร เป็นต้น

โดยทั่วไปนักเรียนจะเลือกเรียนวิชาหลักๆ 4-5 วิชา ซึ่งเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกันกับสาขาวิชาในระดับอุดมศึกษา ผลการเรียนที่ได้ในระดับชั้นปีที่ 11 และ 12 มีความสำคัญมากในการเลือกสาขาที่ต้องการเรียนในมหาวิทยาลัย เนื่องจากมหาวิทยาลัยไม่มีระบบการสอบเข้าที่เรียกว่า Entrance Examination การรับนักเรียนเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจึงกำหนดจากคะแนนเฉลี่ยระหว่างการสอบปลายภาคที่จัดขึ้น โดยคณะกรรมการศึกษากลางของรัฐและคะแนนประเมินผลจากโรงเรียน

ภาคการศึกษาของโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาแบ่งออกเป็น 4 เทอม เทอมที่ 1 เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์จนถึงต้นเดือนเมษายน เทอมที่ 2 เริ่มต้นสัปดาห์ที่สามของเดือนเมษายนจนถึงปลายสัปดาห์ที่สี่ของเดือนมิถุนายน เทอมที่ 3 เริ่มกลางเดือนกรกฎาคมถึงสิ้นสุดสัปดาห์ที่สองของเดือนกันยายน และเทอมที่ 4 เริ่มประมาณต้นเดือนตุลาคมถึงสัปดาห์ที่สองของเดือนธันวาคม นักเรียนจะเรียนเทอมละประมาณ 10 สัปดาห์

 

หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Foundation Studies)

เป็นหลักสูตรเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนต่างชาติที่มีคุณสมบัติไม่เพียงพอ ก่อนเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษาในประเทศออสเตรเลีย โดยใช้เวลาเรียนตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปี เนื้อหาของหลักสูตรมาจากหลักสูตรชั้นปีที่ 11 และ 12 บวกวิชาพื้นฐานในสาขาที่นักเรียนต้องการเรียนในระดับปริญญาตรี เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คอมพิวเตอร์ ธุรกิจ บัญชี สังคม และประวัติศาสตร์ เป็นต้น หลักสูตรนี้แบ่งออกเป็น สายศิลป์ สายวิทย์ และธุรกิจ ก่อนเข้าเรียนนักเรียนต้องจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 (เกรดเฉลี่ยดีเยี่ยม) หรือมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือ ปวช. (เกรดเฉลี่ยไม่ควรต่ำกว่า 2.5) และมีผลคะแนนสอบ IELTS หรือ TOEFL ตามที่สถาบันการศึกษาแต่ละแห่งกำหนดไว้ เมื่อนักเรียนสอบผ่านทุกวิชาของหลักสูตร และได้คะแนนตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด ก็สามารถจะเรียนต่อในระดับปริญญาตรีได้เลย สำหรับนักศึกษาไทยที่เรียนจบชั้นปีที่ 1 ในระดับปริญญาตรีในประเทศไทยแล้ว สามารถสมัครเรียนระดับปริญญาตรีได้โดยไม่ต้องเรียนหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยปกติหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเปิดสอนในมหาวิทยาลัยและโรงเรียนบางแห่ง และเปิดรับนักเรียน 2 ครั้งต่อปี คือประมาณเดือนกุมภาพันธ์และเดือนกรกฎาคม

วิทยาลัยเทคนิคและการศึกษาต่อเนื่อง (Technical and Further Education – TAFE)

วิทยาลัยเทคนิคและการศึกษาต่อเนื่อง เรียกกันย่อๆ ว่าเทฟ (TAFE) เป็นสถาบันที่จัดดำเนินการฝึกอบรมด้านอาชีวศึกษาของรัฐบาลในประเทศออสเตรเลีย มีบทบาทหน้าที่ให้การฝึกทักษะเฉพาะด้านให้แก่ชาวออสเตรเลียและชาวต่างชาติ เพื่อให้มีงานทำทั้งในประเทศออสเตรเลียและต่างประเทศ สถาบันเปิดสอนหลากหลายหลักสูตรในระดับตั้งแต่ ประกาศนียบัตร อนุปริญญา และอนุปริญญาชั้นสูง ระบบ TAFE เป็นระบบอาชีวศึกษาของรัฐบาลที่ได้รับการรับรองในระดับนานาชาติ และเป็นการจัดรูปแบบของการฝึกอบรมให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมทั้งในปัจจุบันและอนาคต สถาบัน TAFE เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในออสเตรเลีย เพื่อเตรียมฝึกนักศึกษาให้มีความพร้อมทั้งในเชิงทักษะและความรู้ที่ใช้ในการทำงาน เป็นหลักสูตรที่เน้นการฝึกอบรมในภาคปฏิบัติด้านวิชาชีพ

อาชีวศึกษาและการฝึกอบรม (Vocational Education and Training)

สถาบันอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมดำเนินการสอนหลายหลักสูตรในคุณวุฒิระดับต่างๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในสถานประกอบการ หลักสูตรอาชีวศึกษาส่วนใหญ่เน้นการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี คุณวุฒิที่ได้รับสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ หรือเพื่อประกอบการศึกษาต่อหรือเพื่อพัฒนาทักษะเฉพาะตัว หลักสูตรต่างๆ ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงาน หลักสูตรระดับนี้เปิดสอนโดยสถาบันของรัฐบาล เรียกว่าวิทยาลัยเทคนิคและการศึกษาต่อเนื่อง (Technical and Further Education – TAFE) และวิทยาลัยเอกชน ซึ่งตั้งกระจายอยู่ทั่วภูมิภาคของประเทศ เปิดสอนหลากหลายหลักสูตร ตั้งแต่ 6 เดือนถึง 3 ปี ได้แก่ ธุรกิจ เทคโนโลยีสารสนเทศ การออกแบบ การก่อสร้าง วิศวกรรม เกษตรกรรม แฟชั่น การเพาะปลูก ทัศนศิลป์ อนิเมชั่น มัลติมีเดีย คอมพิวเตอร์ การโรงแรมและการท่องเที่ยว ฯลฯ ส่วนใหญ่เป็นหลักสูตรต่อเนื่องกับหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้เพื่อให้นักศึกษาได้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีได้

วิทยาลัยเอกชน (Private Colleges)

วิทยาลัยเอกชนเปิดสอนหลายสาขาวิชา ตั้งแต่ระยะเวลา 6 เดือนถึง 2 ปี ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ระดับ I-IV และอนุปริญญา วิทยาลัยเอกชนบางแห่งเปิดสอนสาขาวิชาเฉพาะทาง เช่น วิทยาลัยการโรงแรมและการท่องเที่ยว การบิน ศิลปะการออกแบบ เป็นต้น วิทยาลัยเอกชนตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ๆ เช่น ซิดนีย์ เมลเบิร์น เพิร์ธ บริสเบน อะดิเลด แคนเบอร์ร่า ทุกแห่งได้รับการรับรองวิทยฐานะจากรัฐบาล นอกจากนี้หากหลักสูตรใดของวิทยาลัยได้รับการรับรองจากสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ก็จะทำให้เป็นที่เชื่อถือมากยิ่งขึ้น หลักสูตรในวิทยาลัยเอกชนเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนภาษาอังกฤษและวิชาชีพเพิ่มเติมหลังจากจบปริญญาตรีมาแล้ว เนื่องจากระยะเวลาเรียนสั้นเน้นการปฏิบัติ

หลักสูตรอาชีวศึกษาทั่วๆ ไปแบ่งออกเป็นระดับต่างๆ ดังนี้

1.     ประกาศนียบัตรวิชาชีพระดับ 1-4 (Certificate I – IV) เป็นหลักสูตรวิชาชีพขั้นพื้นฐาน เน้นความรู้และทักษะระดับปฏิบัติงาน ระยะเวลาหลักสูตรเริ่มตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปี ประกาศนียบัตรวิชาชีพระดับ 1 เป็นการปูพื้นฐานงาน แต่ประกาศนียบัตรวิชาชีพระดับ 4 จะเรียนลึกกว่า โดยมุ่งพัฒนาทักษะสำหรับหัวหน้างาน

2.        อนุปริญญา (Diploma) เป็นหลักสูตรที่วางพื้นฐานสำหรับเตรียมนักศึกษาเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ใช้เวลาเรียน 1 – 2 ปี หลายหลักสูตรมีการเชื่อมโยงกับหลักสูตรระดับปริญญาตรี และอาจได้รับโอนหน่วยกิตได้สูงสุด 1 ปี บางมหาวิทยาลัยเปิดสอนหลักสูตรระดับนี้เช่นกัน

3.     อนุปริญญาชั้นสูง (Advance Diploma) หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความก้าวหน้าสูงกว่าตำแหน่งหัวหน้างาน ในเวลาเรียน 2-3 ปี สามารถโอนหน่วยกิตไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีได้ นักศึกษาที่มีผล IELTS ประมาณ 5.5 หรือ TOEFL ประมาณ 525 สามารถสมัครเข้าเรียนได้เลย ถ้าไม่มีก็สามารถสมัครเรียนภาษาอังกฤษก่อนในสถาบันนั้นๆ โดยไม่ต้องสอบ IELTS หรือ TOEFL ถ้าเรียนภาษาถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยสถาบันจะวัดผลจากการเรียนภาษาอังกฤษของสถาบันเอง

โดยปกติสถาบัน TAFE ส่วนใหญ่เปิดรับนักศึกษาเพื่อเข้าเรียนเดือนกุมภาพันธ์ บางสาขาวิชาเปิดรับเดือนกรกฎาคมด้วย ส่วนวิทยาลัยเอกชนเปิดรับนักศึกษาเข้าเรียนหลายครั้งต่อปี

มหาวิทยาลัย (University)

ระดับอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัย เป็นการศึกษาระดับสูงสุด ปัจจุบันออสเตรเลียมีมหาวิทยาลัยรวมทั้งหมด 39 แห่งทั่วประเทศ มีคุณภาพได้มาตรฐานเทียบเท่ามหาวิทยาลัยชั้นดีของประเทศอังกฤษและอเมริกา เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐบาล 37 แห่ง และอีก 2 แห่งได้แก่ Bond University และ The University of Notre Dame, Australia ซึ่งก็ได้รับการรับรองวิทยฐานะเท่าเทียมกัน

มหาวิทยาลัยออสเตรเลียส่วนใหญ่เปิดสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก มีบางแห่งเท่านั้นที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุปริญญาด้วย ครอบคลุมหลากหลายสาขาวิชา อาทิเช่น วิทยาศาสตร์ ศิลปศาสตร์ สังคมศาสตร์ การแพทย์ และธุรกิจ นักศึกษาต่างชาตินิยมศึกษาด้านธุรกิจการบริหารและการจัดการ เทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบสารสนเทศ วิศวกรรมศาสตร์ ฯลฯ

ในระดับมหาวิทยาลัยแบ่งระดับการศึกษาออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับปริญญาตรี (Undergraduate) และระดับบัณฑิตศึกษา (Postgraduate) ดังนี้

การศึกษาระดับปริญญาตรี

  • ปริญญาตรี (Bachelor Degree)

ประเทศออสเตรเลียไม่มีระบบเอ็นทรานซ์เพื่อเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย การรับนักศึกษาเข้าเรียนในระดับปริญญาตรีพิจารณาจากผลการเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในกรณีที่เป็นนักเรียนต่างชาติ มหาวิทยาลัยกำหนดคุณสมบัติในการเข้าเรียนระดับปริญญาตรีของนักเรียนจากประเทศต่างๆ แตกต่างกันไป เช่น ในกรณีนักเรียนไทยที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และมีผลการเรียนดีเด่น บางมหาวิทยาลัยอาจรับพิจารณาเพื่อเข้าเรียนในระดับปริญญาตรีได้เลย หลายสถาบันพิจารณารับนักศึกษาที่เรียนจบชั้นปีที่ 1 ในระดับมหาวิทยาลัยแล้วเท่านั้น นอกจากนี้มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในออสเตรเลียไม่ยอมรับผลการสอบเทียบจากประเทศไทย หลายสถาบันเปิดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Foundation Studies) สำหรับผู้ที่มีคุณสมบัติไม่เพียงพอที่เข้าเรียนในระดับปริญญาตรี ซึ่งเป็นหลักสูตรสำหรับนักศึกษาต่างชาติโดยเฉพาะ โดยทั่วไปใช้เวลาในการเรียน 1 ปี หากนักศึกษาสามารถสอบผ่านปีพื้นฐานตามที่กำหนดไว้ในสาขาวิชาของมหาวิทยาลัยที่เลือกไว้ ก็จะได้รับการตอบรับเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยนั้น

  • ปริญญาตรีเกียรตินิยม (Bachelor with Honors)

ในกรณีที่นักศึกษามีผลการเรียนดีเยี่ยมในระดับปริญญาตรี ก็สามารถขอศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีเกียรตินิยมได้โดยใช้เวลาศึกษาอีก 1 ปี รูปแบบของการเรียนปริญญาเกียรตินิยมประกอบด้วย ภาคบรรยาย และภาควิทยานิพนธ์ ในกรณีที่สามารถสอบได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จะได้รับรองคุณวุฒิให้เทียบเท่าปริญญาโท ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาเอกได้เลยโดยไม่ต้องเรียนปริญญาโท

การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา

  • ประกาศนียบัตรบัณฑิต (Graduate Certificate)

เป็นหลักสูตรระยะสั้น 6 เดือน เพื่อเสริมความรู้เฉพาะด้าน มีหลากหลายสาขาให้นักศึกษาเลือกเรียน เช่น ผู้ที่สำเร็จปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจแล้วต้องการเรียนสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มเติม หรือนักเรียนต่างชาติที่สมัครเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทแต่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสม อาจให้นักศึกษาลงทะเบียนเรียนในระดับนี้ เพื่อประเมินผลการเรียนก่อน

  • อนุปริญญาโท (Graduate Diploma)

เป็นหลักสูตรบัณฑิตศึกษาใช้ระยะเวลาศึกษาตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปี สำหรับผู้ที่จบปริญญาตรีแล้วต้องการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ในหลายมหาวิทยาลัยจัดหลักสูตรอนุปริญญาโทให้เป็นหลักสูตรปีแรกของปริญญาโท หากนักศึกษาได้รับผลการเรียนดีก็สามารถผ่านเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทได้เลย หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรแบบเข้าชั้นเรียนฟังคำบรรยาย และอาจมีการทำ Project หรือมีการฝึกภาคปฏิบัติในบางสาขาวิชา

  • ปริญญาโท (Master’s Degree)

การศึกษาระดับนี้ใช้ระยะเวลาการศึกษา 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับสาขาวิชาที่เลือกเรียน และรูปแบบการเรียน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ

1.     Coursework เป็นการเรียนแบบเข้าฟังคำบรรยาย

2.     Research เป็นการเรียนแบบการทำวิทยานิพนธ์

3.     Coursework and Research เป็นการเรียนแบบผสมทั้งภาคบรรยาย และการเขียนวิทยานิพนธ์

บางสถาบันอนุญาตให้นักศึกษาเลือกอัตราส่วนระหว่างการเรียนทั้งสองแบบ เช่น นักศึกษาอาจจะเลือก Coursework 50% และ Research 50% หรือ Coursework 70% Research 30%

บางสาขาวิชาโดยเฉพาะ MBA รับผู้ที่สำเร็จปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ แต่จะต้องมีประสบการณ์อย่างน้อย 1-2 ปี ในบางกรณีที่สำเร็จสาขาหนึ่งแล้ว ต้องการเรียนต่อปริญญาโทอีกสาขาหนึ่ง ทางมหาวิทยาลัยอาจให้ทดลองเรียน 1 ปีก่อน ซึ่งเรียกว่า “Master Qualifying” หรือ “Preliminary Program” เพื่อประเมินผลการเรียนว่าจะสามารถศึกษาต่อระดับปริญญาโทได้หรือไม่

  • ปริญญาเอก (Doctoral Degree)

ระยะเวลาศึกษาประมาณ 3-5 ปี เป็นหลักสูตรวิจัยค้นคว้า คือเขียนวิทยานิพนธ์เพียงอย่างเดียว ขณะนี้บางมหาวิทยาลัยพิจารณาเพิ่มหลักสูตร Coursework เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนระดับปริญญาเอกนี้ด้วย แต่ยังเป็นส่วนน้อย ผู้ที่จะเรียนระดับปริญญาเอกควรเสนอโครงร่างการทำวิจัย เพื่อหาอาจารย์ที่สนใจหัวข้อการวิจัยและยอมรับเป็น supervisor ให้ ดังนั้นจึงควรมีพื้ระบบการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย

ปรัชญาการเรียนการสอนของออสเตรเลียมุ่งเน้นให้ผู้เรียนรู้จักคิด รู้จักตั้งคำถาม และรู้จักค้นคว้า ค้นหาคำตอบได้ด้วยตนเอง ซึ่งแตกต่างจากระบบการเรียนการสอนของไทย ที่เรียนรู้โดยการท่องจำ นักศึกษาไทยที่ประสงค์จะไปศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยจึงควรทำความเข้าใจ และปรับตัวให้เข้ากับระบบการเรียนการสอน และวิธีการประเมินผล

การบรรยาย (Lectures)

ก่อนเริ่มเรียนแต่ละวิชา อาจารย์ผู้บรรยายจะแจกโครงร่าง ซึ่งระบุเนื้อหาสาระของวิชาที่จะสอน และรายชื่อหนังสือประกอบการค้นคว้า เรียกว่า Subject Outlines เพื่อนักศึกษาจะได้เตรียมตัวล่วงหน้า โดยทั่วไปอาจารย์ผู้บรรยายจะอภิปรายเนื้อหาหัวข้อที่สอนจากตำราหลายเล่ม และจากแนวคิดหลายแนว นักศึกษาจำเป็นต้องค้นคว้าอ่านหนังสือเล่มอื่นที่อาจารย์แนะนำด้วย ชั้นเรียนขนาดใหญ่บางชั้นมีนักศึกษาเป็นร้อย ชั้นเรียนขนาดเล็กบางชั้นมีแค่ 5-10 คนขึ้นอยู่กับสาขาวิชาที่เปิดสอนว่าเป็นวิชาพื้นฐานภาคบังคับหรือวิชาเลือก

การเรียนกลุ่มย่อยและการทดลอง (Tutorials and Laboratory Sessions)

บางวิชาอาจกำหนดให้มีการเรียนกลุ่มย่อยสัปดาห์ละครั้งนอกเหนือจากชั้นบรรยาย กลุ่มย่อยจะประกอบด้วยนักศึกษา 5-10 คน โดยมีอาจารย์ช่วยสอน (Tutor) เป็นผู้นำกลุ่ม 1 คน นักศึกษามีโอกาสซักถามข้อข้องใจ และทำความเข้าใจกับเนื้อหาวิชาในรายละเอียดให้มากขึ้น มีโอกาสแสดงความคิดเห็นของตนเอง และฟังความคิดเห็นของคนอื่นเพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจและแตกฉานในวิชานั้นๆ มากขึ้น สำหรับสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ นักศึกษาทุกคนจะต้องมีชั่วโมงบังคับ เรียกสั้นๆ ว่า “Prac” (Practicals) นักศึกษาจะขาดไม่ได้ ในห้องปฏิบัติการจะมีเจ้าหน้าที่ (Laboratory Technicians) ให้ความช่วยเหลือแนะนำการใช้อุปกรณ์ต่างๆ มีอาจารย์เป็นผู้สาธิตให้ดู (Demonstrators) และเป็นผู้ควบคุมการทดลอง

สัมมนา (Seminars)

การสัมมนาจะเป็นกลุ่มย่อยโดยเน้นเฉพาะหัวข้อย่อยของเนื้อหาหลักที่สอนเท่านั้น

การค้นคว้าในห้องสมุด (Libraries)

เป็นหัวใจของการเรียนระดับมหาวิทยาลัย เพราะเป็นแหล่งข้อมูลและความรู้ที่สำคัญที่สุดที่นักศึกษาต้องใช้ค้นคว้า การรู้วิธีการใช้ห้องสมุดอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก โดยทั่วไปนักศึกษาควรต้องค้นคว้าในห้องสมุดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 24 ชั่วโมง หรือวันละ 3-4 ชั่วโมง นักศึกษาควรถือคติว่า ถ้าว่างจากการเรียนเมื่อใดต้องไปห้องสมุด

การประเมินผล

การประเมินผลการเรียนของนักศึกษาพิจารณาจากองค์ประกอบหลายอย่าง ดังต่อไปนี้

  • การสอบ (Examination)

การสอบมีหลายแบบ อาจมีการสอบย่อย เรียกกันว่า Quiz ซึ่งอาจสอบเมื่อใดก็ได้ หรือสอบใหญ่กลางภาคและปลายภาค หรืออาจมีการสอบที่อนุญาตให้นักศึกษาสามารถนำตำราเข้าห้องสอบได้ เรียกว่า Open Book Exam หรือบางทีอาจารย์ให้ข้อสอบกลับไปทำที่บ้านเรียกว่า Take Home Exam

  • การบ้าน (Homework or Assignments)

การทำ Homework หรือ Assignment ส่ง นักศึกษาจะได้คะแนนสะสมที่เรียกว่าคะแนนเก็บ เพื่อไปรวมกับคะแนนผลสอบปลายเทอม

  • รายงาน (Essays)

การเขียนรายงานเป็นการฝึกทักษะการใช้ปัญญา ฝึกให้นักศึกษารู้จักแยกแยะประเด็นวิเคราะห์ปัญหาอย่างมีหลักการและเหตุผล รายงานจึงเป็นผลผลิตทางความคิดที่ใช้ประเมินความสามารถทางวิชาการของนักศึกษาที่นิยมใช้กันมาก

  • การเข้าร่วมชั้นเรียนกลุ่มย่อยและการทดลอง (Tutorial Participation and Experiments)

บางวิชาที่กำหนดให้มีการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม หรือเสนอผลงานในนามกลุ่ม นักศึกษาจะได้คะแนนในนามของกลุ่ม

การแสดงผลการเรียน

โดยทั่วไปผลการเรียนแบ่งเป็น 5 ระดับ

  • ดีมาก (High Distinction)
  • ดี (Distinction)
  • พอใช้ (Credit)
  • ผ่าน (Pass)
  • ตก (Fail)

 

 

ความเห็น (0)add comment

เขียนแสดงความเห็น

busy
Joomlart
Address: 123/8 ถนนนนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวากรุงเทพมหานคร 10120 Telephone: 087-8169535 Email: accessabroad.net@hotmail.com